Translate

การกำเนิดมนุษย์ในตำนานเทพเจ้ากรีก

หลังจากที่ซุส(Zeus-เทพแห่งเทพเจ้าทั้งมวล) ได้ขึ้นครองโอลิมปัสไปได้สักพักแล้ว สวรรค์นั้นก็มีแต่ความสุขสงบมาก จนมากเกินไป จนซุสเองก็เริ่มเบื่อโพรมีทีอุส และ เอพีมีทีอุส สร้างสรรค์โลกขึ้นมา
เขาได้สั่งให้สองพี่น้อง เอพีมีทีอุส (Epimetheus)แปลว่า"ทำก่อนคิด" (afterthought)

และ โพรมีทีอุส (Prometheus)แปลว่า "คิดก่อนทำ" (forethought)
เอพีมีทีอุส นั้นเอาก้อนดินมาสร้างเป็นสรรพสัตว์มากมายและได้ใส่ความสามารถให้สัตว์ด้วย เช่น ให้ปลาว่ายน้ำได้ สร้างสิงโตให้น่าเกรงขามและเป็นเจ้าป่า สร้างนกให้บินได้ แต่เมื่อถึงคราวที่ต้องปั้นสัตว์ที่ชื่อว่า มนุษย์ เอพีมีทีอุส เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าใส่ความสามารถให้สัตว์ไปหมดแล้ว ไม่เหลืออะไรไว้ให้มนุษย์เลย ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ 
โพรมีทีอุส จึงแก้ปัญหาโดยการหยิบดินมาปั้นมนุษย์โดยมีรูปร่างลักษณะเหมือนกับพระเจ้าทุกประการ ซึ่งในตอนแรกปั้นแต่มนุษย์ผู้ชายเท่านั้น(รากฐานดั้งเดิมนมนานอันเป็นที่มาของเพศชายรักชาย)
โพรมีทีอุส ได้มอบสมองและความฉลาดให้กับมนุษย์มากกว่าสัตว์อื่นทุกตัว เพื่อชดเชยสิ่งที่ขาด เนื่องจากโพรมีทีอุสเป็นคนปั้นมนุษย์ขึ้นมา เขาจึงได้รู้สึกรักในมนุษย์ยิ่ง เขายอมเข้าข้างและทำผิดเพื่อมนุษย์ (ถ้าใครเคยศึกษาเกี่ยวกับเรื่องราวเทพปกรณัมกรีก ก็จะเคยรู้ว่าโพรมีทีอุสนั้นได้ขโมยไฟจากสวรรค์มามอบให้แก่มนุษย์บนโลก เมื่อมีำไฟชีวิตมนุษย์ก็ดีขึ้นมาก เพราะมันช่วยในการประกอบอาหาร ให้ความอบอุ่น ป้องกันสัตว์ร้าย ซึ่งครั้งแรกนำมาจากเทพแห่งดวงอาทิตย์ แต่พอซุสรู้ก็ได้ลงมาดับไฟนั้นจนหมดสิ้น)
โพรมีทีอุส จึงได้ลอบเข้าไปขโมยไฟที่ไม่มีใครดับได้จากโอลิมปัสมามอบให้แก่มนุษย์อีก ซึ่งครั้งนี้ทำให้ซุสโกรธ 
ยุคแรกของการสร้างมนุษย์ ทุกคนอยู่อย่างมีความสุขและสงบไม่ต้องแย่งชิง บนโลกมีแต่ฤดูใบไม้ผลิ ผู้คนมีศีลธรรม แต่เนื่องจากความสบายจนเกินไป จึงทำให้มนุษย์เริ่มหยิ่งผยอง และไม่เชื่อฟังเทพเจ้า มันทำให้เทพเจ้าโกรธ ซุสต้องการสั่งสอนมนุษย์จึงได้สร้างฤดูกาลขึ้นมา ซึ่งทำให้โลกนั้นเกิดภัยพิบัติ มีหน้าฝน หน้าหนาว ทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรน สร้างที่หลบแดดหลบฝนและต้องเริ่มทำงานเพาะปลูกไว้กินเมื่อถึงฤดูที่ไม่มีอะไรให้กิน 
โพรมีทีอุสนั้นได้สอนให้มีการบูชาเทพเจ้า (ที่มาของการมีศาสนาในโลก) บูชาด้วยเนื้อสัตว์ที่ล่าหามาได้เพื่อให้เทพเจ้านั้นพอใจ แต่เขาก็คิดว่ามนุษย์เองก็ต้องการอาหาร หากเอาแต่แบ่งเนื้อส่วนที่ดีๆให้เทพไปแล้วมนุษย์จะกินอะไร เขาก็เลยคิดอุบายช่วยเหลือมนุษย์ โดยการบอกว่าเมื่อแล่เนื้อสัตว์แล้วให้แบ่งออกเป็นสองกอง กองแรกให้แยกเนื้อและเอาเครื่องในมาปกคลุมไว้ อีกกองเป็นกระดูกแล้วให้นำเอาไขมันมาปกคลุมไว้ให้สวยงาม (ที่มาของคำว่าข้างนอกสดใสข้างในตะติ๊งโหน่ง55) แล้วนำทั้งสองกองนั้นไปให้ซุสเลือกว่าต้องการเครื่องสักการะกองไหน 
ซุสเห็นก็แน่นอนว่าต้องเลือกเอากองที่มีไขมันเพราะคิดว่าต้องมีเนื้ออยู่ด้านใน แต่พอรู้ว่ามันมีแต่กระดูกอยู่ข้างในมันจึงทำให้ซุสโกรธเป็นที่สุด จากนั้นเป็นต้นมาชาวกรีกโบราณ (ชาวยุโรปปัจจุบันและคิดว่าน่าจะเป็นบรรพบุรุษของกลุ่มคนชนชาติยิวหรือฮิบรูให้อดีต) จึงได้เก็บเนื้อไว้กินเองแล้วเผากระดูกกับไขมันบูชาต่อเทพเจ้า
สิ่งที่โพรมีทีอุสทำนั้นเป็นผลดีต่อมนุษย์ แต่มันนำความโกรธมาสู่ซุส ซุสจึงลงโทษให้จับโพรมีทีอุสตึงไว้กับ เขาคอเคซัส แล้วปล่อยให้เหยี่ยวบินมาแทะกินตับของโพรมีทีอุสทุกวัน ตับนี้จะงอกขึ้นใหม่ในตอนกลางคืน แล้วพอเช้าวันใหม่เหยี่ยวก็มาจิกกินตับอย่างนี้เรื่อยๆ เขาต้องทนทุกข์ทรมานอย่างนี้เป็นเวลายาวนานถึงสามหมื่นปี ภายหลังจึงได้รับความช่วยเหลือจาก เฮอร์คิวลิส(hercules) 
(คิดว่าคนไทยส่วนมากน่าจะพอได้รู้จักกับตำนานชื่อนัี้นะ) 
ซึ่งนั่นมันก็ยังไม่ทำให้ซุสสาแก่ใจ ซุสจึงได้สีั่งให้เหล่าเทพช่วยกันสร้างมนุษย์เพศหญิงขึ้นมา 
เทพฮีพีสทัส(Hephaestus) หรือ วัลแคน(Vulcan) เป็นผู้ปั้น โดยปั้นให้เหมือนกับเทพผู้หญิง
เทพีอโฟรไดท์(Aphrodite)หรือวีนัส(Venus)เป็นตัวแทนของความงามและสเน่ห์
เอเธนน่า(Athena)เป็นตัวแทนของความเฉลียวฉลาด
เฮอร์เมส(Hermes)เป็นตัวแทนของความมีชีวิตชีวา
และซุสก็ได้สร้าง แพนดอร่า(Pandora)และได้ใส่เอาความอยากรู้อยากเห็นเข้าไปในตัวของผู้หญิงทุกคนนั่นเอง
ซุสได้มอบกล่องใบหนึ่งให้แก่ แพนดอร่า และกำชับไว้ว่าห้ามเปิดมันเด็ดขาด  จากนั้นก็ให้เทพ เฮอเมส นำหญิงงามคนนี้ไปให้เป็นภรรยาของ เอพีมีทีอุส ซึ่ง โพรมีทีอุส เคยเตือนไว้แล้วว่าถ้าซุสให้ของอะไรมาห้ามรับ แต่ด้วยความงามของแพนดอร่าทำให้ เอพีมีทีอุส หลงลืมคำเตือนนั้นไปโดยสิ้นเชิง  เอพีมีทีอุส นั้นได้ครองคู่กับ แพนดอร่า และก็ให้กำเนิดมนุษย์หญิงชายมากมาย เป็นการสืบเผ่าพันธุ์ของมนุษย์มาเรื่อยๆ ทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดี จนกระทั่งวันหนึ่ง แพนดอร่า เกิดสงสัยว่าสิ่งใดกันที่เทพมอบให้อยู่ในกล่องนั้น แต่ยิ่งว่าก็เหมือนยิ่งยุ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น และมันก็เป็นแผนการของซุสที่วางเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว และแล้วเธอก็ได้เปิดกล่องนั้นออก ในที่สุดสิ่งที่ซ่อนไว้อยู่ข้างในก็ปรากฎขึ้น นั่นก็คือความชั่วร้ายทั้งปวง ที่โพยพุ่งออกมาสู่โลกมนุษย์ ทั้งโรคภัยไข้เจ็บ ความโลภโกรธหลง ความเครียดแค่้นพยาบาท และความตาย แพนดอร่าตกใจมากเธอจึงรีบปิดกล่องนั้นเสีย จึงทำให้ความชั่วร้ายสุดท้ายยังไม่ได้ออกมานั่นก็คือ ความสิ้นหวัง ดังนั้นทุกชีวิตบนโลกนี้ แม้ว่าจะต้องเจอกับปัญหาหรือสิ่งที่เลวร้ายมากแค่ไหน มนุษย์ก็จะยังมีความหวังอยู่ เพราะมันยังไม่ได้หลุดออกมาจากกล่องนั่นเอง
ซึ่งหลังจากนั้นความชั่วร้ายก็ได้เข้าครอบงำจิตใจมนุษย์มากยิ่งขึ้น(ที่มาของเรือโนอาร์) แผ่นดินต่างก็จมลงใต้น้ำคงเหลือแต่ที่เขาพันนาซัสซึ่งเป็นเขาที่สูงที่สุดในกรีซที่เดียวที่รอดจากการจมน้ำ
จนกระทั่งร้อนถึงเทพต้องมาประชุมกันเพื่อหาทางออก ที่จริงมันก็เป็นผลการกระทำของเหล่าพวกเทพเองที่ย้อนกลับมาหาพวกเขา พวกเขาลงความเห็นว่าถึงคราวที่จะต้องล้างโลกใบนี้ซะที ปัดกวาดให้สะอาดด้วยการทำลายเหล่ามนุษย์ให้หมดไป จึงได้สั่งให้น้ำท่วมโลก
ซึ่งมีมนุษย์เพียงสองคนเท่านั้นที่หนีขึ้นไปอยู่บนยอดเขาแห่งนี้ เป็นสองสามีภรรยาที่ชื่อ แคเรี่ยน และ ไพร่า ซึ่งสามีนั้นเป็นลูกของ โพรมีทีอุส ส่วนภรรยานั้นเป็นลูกของ เอพีมีทีอุส กับ แพนดอร่า ซุสได้แลเห็นว่ามนุษย์ได้ตายไปจนหมดแล้วเหลือเพียงสามีภรรยาคู่นี้ที่เป็นคนดีมีศีลธรรมซุสจึงได้ทำให้น้ำเลิกท่วมโลก สองสามีภรรยาจึงรอดชีวิตมาได้ สองสามีภรรยาจึงคิดว่า ช่างน่าเศร้าเหลือเกินที่โลกกว้างใหญ่ แต่กลับมาเราแค่เพียงสองคน จึงได้ขึ้นไปสักการะที่วิหารเดลฟี่ เทพจึงให้ความช่วยเหลือโดยบอกให้พวกเขาเอาหินโยนไปข้างหลัง ซึ่งเมื่อทำแล้วก้อนหินจึงแตกกระจายออกมากลายเป็นเด็กมนุษย์ชายหญิงและหลังจากนั้น มนุษย์ก็ออกลูกออกหลานสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้....


(ขอบคุณที่มา>> http://www.tumnandd.com/category/ youtube)

อลิซาเบธ บาโธรี ตำนานเรื่องจริงเกี่ยวกับสตรีที่โหดร้ายที่สุดในโลก


เคาท์เตส อลิซาเบธ บาโธรี่ เป็นหญิงสาวที่มีความเชื่อในเรื่องชีวิตที่เป็นอมตะ และต้องการคงร่างของตนเองให้คงดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ จึงมีความคิดที่ว่าหากได้อาบเลือดของหญิงสาวบริสุทธิ์แล้ว จะทำให้ตนเองดูอ่อนเยาว์ได้ตลอดไป เธอจึงสั่งให้คนรับใช้ไปเอาร่างของหญิงสาวบริสุทธิ์ มากรีดเอาเลือดใส่อ่างด้วยเครื่อง ไอรอน เมเดน (Iron maiden) แล้วอาบต่างน้ำ โดยมีเหยื่อที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับเธอไปไม่น้อยกว่า 600 คน กว่าที่เธอจะถูกคนจับไปขังในคุกมืดจนตาย เธอได้รับสมญานามว่า 
The Blood Countess และ Countess Dracula
เอลิซาเบธ เกิดในปราสาทเชิงเขาคาร์เทียนใกล้ๆ กับแคว้นทรานซิลวาเนีย ซึ่งเป็นของตระกูลบาโธรี่อันเป็นตระกูลขุนนางชั้นสูงของฮังการี่และสืบสายมา จากตระกูลแฮบสเบิร์กอันเก่าแก่ของยุโรป ตระกูลบาโธรี่จึงเป็นตระกูลที่เก่าแก่ร่ำรวย มีอำนาจล้นหลาม เป็นที่น่ายำเกรงของประชาชนทั่วไป และปกครองแคว้นทรานซิลวาเนียมาหลายต่อหลายยุคสมัย ความจริงแล้ว เอลิซาเบธไม่ใช่เด็กหญิงที่สวยงาม เธอออกจะขี้เหร่ด้วยซ้ำแต่ด้วยความที่เป็นลูกผู้ดีมีตระกูล จนจักรพรรดิมาร์คมิชิเลียนที่ 2 เคยมาขอดูตัวด้วยซ้ำ เอลิซาเบธจึงมีทั้งความสวยทั้งหน้าตา รูปร่าง และชาติตระกูลสูงส่ง เพราะเธอกลับมีอาการบกพร่องทางจิตอย่างรุนแรง
เป็นเรื่องธรรมดาของตระกูลเก่าแก่ที่มีการแต่งงานกันเองในหมู่ญาติเพื่อ รักษาทรัพย์สมบัติและอำนาจเอาไว้ ทำให้ผู้สืบสายเลือดตระกูลนี้จำนวนมากมีอาการบกพร่องทางจิตอันเนื่องมาจาก ลักษณะทางพันธุกรรม เป็นต้นว่าโรคฮิสทีเรีย หรือแม้แต่การสืบทอดของสาวกลัทธิบูชาปีศาจ ผู้มักมากในกาม ฯลฯ เอลิซาเบธ ก็เช่นเดียวกัน นิสัยเพี้ยนของเอลิซาเบธ ปรากฏตั้งยังเล็กๆ เอลิซาเบธนั้นแทนที่จะพอใจกับเกียรติยศที่ผู้คนเตรียมใส่พานทองมาประเคนให้ แต่เธอกลับทำท่าเบื่อหน่ายพวกพี่เลี้ยง ครูอาจารย์ที่มาอบรมสั่งสอน เธอกลับเกเรหนีเรียน แอบไปเที่ยวเล่นกับลูกชาวนา ชาวไร่ที่เป็นทาส เธอชอบเล่นสัปดนเสียจนท้องเมื่ออายุเพียง 13
ข่าวที่น่าอับอายถูกส่งไปบอกผู้เป็นมารดาอย่างเร่งด่วน และก่อนที่จะมีผู้ใดระแคะระคาย เธอก็ถูกส่งตัวไปไว้ในปราสาทแห่งหนึ่งของตระกลูบาโธรี่ที่ห่างไกลสายตาผู้คน ท่านแม่ของเธออ้างว่าลูกสาวไม่สบายต้องการอยู่ในที่สงบเพื่อรักษาตัว และเมื่อทารกเกิดมาก็อาจถูกฆ่าทิ้งหรือไม่ก็ถูกส่งไปที่ลับหูลับไม่ให้มีใครเห็น ไม่มีใครรู้ว่าทารกลูกคนแรกของเอลิซาเบธหลังจากลืมตามายังโลก สุดท้ายแล้วซะตากรรมเป็นเช่นใด
เมื่อเธอโตขึ้น เอลิซาเบธ เริ่มมีอาการป่วยเป็นโรคปวดหัวเรื้อรังจนตลอดชีวิตของเธอ มีหมอหลายคนทำการรักษาแต่ก็ไม่หายจนกระทั่ง มีเรื่องเล่ากันว่าในสมัยเด็กที่เธอเกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรง จนกัดเนื้อไหล่ของสาวใช้ที่เข้ามาพยาบาล หลุดออกมา เอลิซาเบธได้ยินเสียงกรีดร้องของสาวใช้นั่นเอง อาการปวดหัวของเธอกลับหายเป็นปลิดทิ้ง นับแต่นั้นมา เกิดอาการปวดหัว เธอก็จะทรมานสาวใช้เพื่อให้เสียงร้องเหล่านั้นเป็นยาระงับอาการของเธอ
ปี 1575 เมื่อเอลิซาเบธ อายุ 15 ปี เธอก็แต่งงานกับท่านเคานท์ฟีเรนซ์ นาดาสดี้ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องที่อายุมากกว่า 11 ปี (หลังจากแต่งงานแล้ว เอลิซาเบธ ก็ยังคงใช้ชื่อตระกูลเดิม) ทั้งสองย้ายที่อยู่ไปยังปราสาทเซติซ ปราสาทกว้างใหญ่กลางป่าลึกบนภูเขาคาร์ลปาเชีย ในสโลวาเกีย เพื่อจะอบรมเตรียมรับตำแหน่งเคาน์เตส ท่านเคานท์ฟีเรนซ์ นาดาสดี้ ไม่ใช่คนดีมากนัก สองสามีภรรยามักสนุกตื่นเต้น สนุกสนาน อยู่ด้วยกันเสมอกับการได้ทรมานบ่าวไพร่ ซึ่งเคาน์ฟีเรนซ์ มักจะเล่าให้อลิซาเบธฟังถึงการที่เขาเคยทรมานเชลยชาวเติร์กอย่างโหด เหี้ยม และอลิซาเบธเองก็สนองคิดค้นหาวิธีสยดสยองต่างๆนาๆมาทดลองใช้กับคนของตัวบ้าง
ทั้งสองมีความสุขกับรสนิยมที่ต้องกันอย่างนี้มากล้นจนมีบุตรธิดาด้วยกันถึง 4 คน แต่ฟีเรนซ์มักจะไปออกรบตามที่ต่างๆจนไม่ค่อยอยู่ติดปราสาท ชีวิตสมรสของเอลิซาเบธ จึงไม่หวานชื่นเท่าใดนัก อาการปวดหัวของเธอกำเริบถี่ขึ้นและการทรมานสาวใช้ก็ค่อยๆหนักข้อขึ้นทุกที เป็นต้นว่า การแทงเข็มเข้าที่ปลายนิ้วของสาวใช้ หรือจับสาวใช้มาทาน้ำผึ้งทั่วตัวแล้วโยนลงไปในห้องใต้ดินที่เต็มไปด้วยมด
แต่นี่ก็ยังไม่นับเป็นการเปิดฉากตำนานเลือดของเธอ เอลิซาเบธ เริ่มหางานอดิเรกใหม่มาทดแทนชีวิตอันน่าเบื่อ ซึ่งก็คือมนต์ดำที่คนรับใช้เป็นผู้แนะนำนั่นเอง เธอมักจะลงไปหมกตัวอยู่ในห้องใต้ดินและประกอบพิธีกรรมประหลาดกับคนรับใช้ บ่อยครั้ง และในไม่ช้าเอลิซาเบธ ก็เริ่มมีชู้ ฟีเรนซ์รับรู้เรื่องนี้แต่ใจกว้างพอที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น หากไม่นานนักแม่ของฟีเรนซ์ก็ย้ายมาอยู่ด้วย จึงเป็นการเปิดสงครามเย็นระหว่างแม่สามีลูกสะใภ้ในที่สุด
เอลิซาเบธมักประพฤติตัวเป็นภรรยาผู้เรียบร้อยต่อหน้าสามี แต่พอลับหลัง เธอก็ทำกระทั่งการจับสาวใช้ของแม่สามีมาทรมานจนตาย จะอย่างไรก็ตาม เอลิซาเบธมีลูก 4 คน จึงทำให้สภาพครอบครัวยังไม่ถึงกับพังทลายลงในทีเดียว ชีวิตฆาตกรของเธอเริ่มต้นขึ้นหลังจากการตายของสามีเสียมากกว่า ปี 1600 ในฤดูหนาว เอลิซาเบธอายุได้ 40 ปี ฟีเรนซ์สามีคู่ชีวิตซาดิสต์ได้เสียชีวิตลงในขณะอายุ เพียง 51 ปี ทิ้งสมบัติและอำนาจทุกอย่างไว้ในมือของภรรยา และแทบจะในวันเดียวกันนั้นเอง แม่ก็จากโลกนี้ตามลูกชายไปอีกคน มีข่าวลือภายหลังว่าเป็นการวางยาพิษ
เธอกลายเป็นราชินีในอาณาจักรของเธอ มีอย่างหนึ่งที่ไม่เป็นไปดังใจคิด เอลิซาเบธมีความภูมิใจในรูปโฉมของตัวเองมาก แต่ตัวเธอก็ไม่สามารถเอาชนะกาลเวลาได้ นับวันร่างกายเหี่ยวยานตามกาลเวลา เธอต้องการความสวยที่เป็นอมตะตลอดกาล
มีการสั่งให้แม่มดหมอผีที่คุ้นเคยทำยาคืนความสาวมาใช้หลายขนาน แต่ไม่ว่าอันไหนก็ไม่ค่อยเห็นผลเท่าใดนัก จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง เธอตื่นขึ้นมาล้างหน้าล้างตาแต่งองค์ทรงเครื่อง ทันใดนั้นขณะที่เธอส่องดูเงาตัวเองในกระจกเธอนึกได้ว่า อายุเธอปาเข้าไปตั้ง 45 แล้วนี่นา เอลิซาเบธจะไม่สวยแต่เธอก็ไม่อยากแก่และกลัวอย่างที่สุด เธอรู้สึกเหมือนความแก่เฒ่านั้นมันมีตัวตน
ขณะที่สาวใช้กำลังสางผมให้กับเอลิซาเบธ ดึงผมหลุดติดหวีมาหลายเส้น เอลิซาเบธระเบิดอารมณ์ทันที เธอใช้เชิงเทียนที่อยู่ใกล้มือทุบเด็กสาวอย่างไม่ยั้งมือ หยาดเลือดสาดกระเซ็นเป็นฝอยมาติดตามตัวของเธอ เธอนั่งลงเห็นหยาดเลือดทาสที่กระเด็นมา จึงให้สาวใช้ต้นห้องเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้า เมื่อเคาน์เตสพบว่าใต้รอยเลือดนั้นผิวของเธอกลับนุ่มนวลผุดผ่องเป็นยองใยราวสาวแรกรุ่นอ่อนนุ่ม ผิดกับผิวเนื้อตรงอื่นอย่างเหลือเชื่อ เธอคิดได้ว่าเลือดสด ๆ มีคุณสมบัติพิเศษที่จะบันดาลให้เธอเป็นสาวอมตะได้ตลอดกาล เลือดนั้นจะต้องเป็นของสาวแรกรุ่นซินะ มันถึงจะได้ฤทธิ์ของน้ำแห้งชีวิตอย่างเต็มที่
และด้วยเหตุนี้เองโศกนาฏกรรมการฆ่าสังหารเด็กสาวกว่า 600 คนเพื่อประทังความงามของเอลิซาเบธ บาโธรี่จึงเริ่มต้นขึ้น เหยื่อของเอริซาเบทส่วนใหญ่จะเป็นคนเลือกเหยื่อด้วยตนเอง เธอต้องการเลือดของเด็กสาวบริสุทธิ์ โดยเฉพาะสาวแรกรุ่นเธอสั่งให้เชือดและชำแหละเพื่อรีดเลือดทุกหยดออกมาให้ได้มากที่สุด เด็กหญิงคนแล้วคนเล่าต้องตายอย่างทุกทรมาน บางคนถูกกรีดร่างจนเป็นริ้วลึกถึงกระดูก ตัดเส้นเลือดทุกเส้นในร่างกายหลายคนถูกแหวะอก ผ่าท้องกรีดหัวใจเลือดพุ่งไหลเป็นสายน้ำ แล้วให้เธออาบร่างนั้นอย่างมีความสุข
เมื่อลูกทาสของคนรับใช้และทาสในที่ดินตายหมดแล้ว เอริซาเบทก็ให้ลูกน้องบริวารไปล่อลวงหลอกเอาสาวชาวบ้านตามชนบทเข้ามา เอลิซาเบทเริ่มทำการรวบรวมเด็กสาวจากที่ต่างๆในดินแดนของตน ชาวบ้านที่ยากจนต่างก็ยินดีที่จะส่งลูกสาวออกมาทำงานในปราสาทเพียงเพื่อแลก กับเสื้อผ้าไม่กี่ชุด เหล่าเด็กสาวพากันลอดประตูปราสาทเข้ามาด้วยใบหน้าร่าเริงราวแต่ไม่มีใครที่รอดกลับมาได้ พวกเธอถูกคั้นเลือดออกมาจนหยดสุดท้ายแล้วถูกฝังไว้ในสวนหลังปราสาทโดยที่พ่อ แม่พี่น้องก็ไม่มีโอกาสจะทราบข่าวถึง
วิธีการทรมานของเอลิซาเบธ ยิ่งยกระดับเสียยิ่งกว่าเก่า มีทั้งการใช้เหล็กร้อนเผาลำคอ ใช้เครื่องทรมานบีบหน้าอก บางครั้งเธอก็ใช้มือทั้งสองของตัวเองล้วงเข้าไปในปากและฉีกร่างของเหยื่อออก เป็นสองซีก เด็กสาวบางคนที่พยายามจะหนีก็ถูกตัดเท้าทิ้ง
มีบันทึกกล่าวถึงงานฉลองที่เอลิซาเบธ จัดขึ้น เธอได้รวบรวมเด็กสาวหน้าตาดีจำนวน 60 คนมาจัดงานเลี้ยง คนแคระพากันเต้นรำ แม่มดก็พ่นไฟ เมื่องานเลี้ยงดำเนินมาถึงจุดสูงสุดนั่นเอง ประตูถูกปิดตาย และทหารก็กรูกันเข้ามา เด็กสาวที่พากันหนีลนลานบ้างก็ถูกข่มขืนแล้วแทงด้วยมีดที่กลางอก บ้างก็ถูกตัดหัว บ้างก็ถูกตัดแขนตัดขาและเสียเลือดมากจนสิ้นลม ศพและชิ้นส่วนต่างๆถูกรวบรวมมากรองเลือดใส่อ่าง และเอลิซาเบธก็เปลื้องผ้าลงแช่ในอ่างเลือด แต่การรอให้เลือดเต็มอ่างก็ยังไม่ทันใจเธอ เอลิซาเบธจึงทดลองวิธีที่เร็วกว่าด้วยการปาดคอเด็กสาวให้เลือดกระฉูดออกมาใส่ตนเองเหมือนฝักบัวเลือด แต่เนื่องจากเหยื่อกรีดร้องน่ารำคาญ เด็กสาวคนที่สองจึงถูกเย็บปากเพื่อรักษาสุขภาพหูของเอลิซาเบธ
อีกสิ่งหนึ่งที่เอลิซาเบธทิ้งไว้ในประวัติศาสตร์โลกก็คือ เครื่องมือทรมานที่มีชื่อเสียงที่สุดชิ้นหนึ่ง Iron Maiden นั่นเอง ช่างทำนาฬิกาถูกเรียกตัวมาจากเยอรมันเพื่อการนี้โดยเฉพาะ มีการบรรยายเกี่ยวกับสุภาพสตรีเหล็กตัวแรกสุดไว้ดังนี้ "ตุ๊กตาเหล็กนี้มีรูปร่างเป็นร่างเปลือยทาสีเนื้อ ส่วนใบหน้ามีการแต้มเครื่องสำอาง เมื่อกลไกขยับปาก ก็จะปรากฏรอยยิ้มอันเลื่อนลอยและเหี้ยมโหดขึ้นบนใบหน้า ที่อกมีพลอยประดับอยู่เป็นปุ่ม เมื่อกดปุ่ม ตุ๊กตาก็จะค่อยๆยกแขนขึ้น จากนั้นแขนก็จะเคลื่อนมาเป็นกอดอกซึ่งคนที่อยู่ในระยะรัศมีก็จะถูกแขนของ ตุ๊กตากอดไว้ พร้อมกันนั้น ส่วนตัวด้านหน้าก็จะเปิดออกเป็นบานประตู ภายในเป็นช่องกลวงและด้านหลังบานประตูมีเข็มแหลมยาวงอกอยู่ 5 เล่ม ผู้ที่ถูกตุ๊กตากอดไว้จะถูกขังอยู่ภายในตัวตุ๊กตาและถูกเข็มเหล่านี้แทง คั้นเลือดออกมาจนเสียชีวิต"
อย่างไรก็ตาม เครื่องทรมานดังกล่าวนี้ไม่ได้ถูกใช้งานจริงมากเท่าที่เข้าใจกัน เนื่องจากเข็มพากันทื่อเสียหมดเพราะเป็นสนิมจากเลือด เอลิซาเบธ จึงออกคำสั่งใหม่ให้สร้างกรงเหล็กขนาดใหญ่ซึ่งมีเข็มแหลมอยู่ภายใน กรงดังกล่าวจะถูกเฟืองโซ่ยกขึ้นสูงจากพื้นโดยมีเด็กสาวอยู่ข้างใน และเมื่อเขย่ากรง เลือดก็จะกระจายลงมาสู่เอลิซาเบธ ที่อยู่เบื้องล่างราวกับเป็นฝนเลือด
จนเวลาผ่านไปเกือบห้าปี ลูกสาวชาวไร่ชาวนาหายสาบสูญไปจนหมดสิ้น ความผิดพลาดเอลิซาเบธเกิดขึ้นเมื่อเธอไปเที่ยวที่เมืองวีน เหตุการณ์สยองจึงเริ่มเกิดต่อสาธารณชนรับรู้ครั้งแรก เมื่อมีผู้ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องดังออกจากห้องพักของเอลิซาเบธ เอลิซาเบทหันไปหาพวกธิดาของพวกผู้ดีมีตระกูล บางรายเป็นลูกของเพื่อนๆผู้สูงศักดิ์ของเธอด้วยซ้ำ ถึงตอนนี้บ่าวไพร่หมดปัญญาจะเอาศพไปทิ้งไม่ให้ใครเห็นเพราะมีเหยื่อมากมาย ก่ายกองจนต้องโยนออกมาในตอนกลางคืนเพื่อให้ฝูงหมาป่ารุมกิน ตอนแรกมีชาวบ้านมาพบกองซากศพที่ซีดเผือกไม่มีเลือดอยู่เหลือเลยแม้แต่หยดเดียว เลยเกิดล่ำลือไปว่าในป่านี้มีผีดิบดูดเลือดอยู่
คนเลี้ยงสัตว์ของเอลิซาเบธจึงรีบไปตรวจดูและพบว่าเสียงนั้นเป็นเสียงของนัก ร้องสาวของสมาคมแห่งหนึ่งในเมืองนั้น ภาพที่เห็น หญิงสาวถูกตัดมือ ตัดเท้า และเสียชีวิต ตายตรงหน้าเอลิซาเบธ เธอบอกกับคนเลี้ยงสัตว์ของเธอว่า นักร้องผู้นี้ทำความผิด จึงมีโทษต้องตาย ว่าแล้วกิตติศัพท์นี้ย่อมต้องกลายเป็นที่เลื่องลือในไม่ช้า ประชาชนก็เริ่มร้องเรียนเรื่องไปยังราชสำนักถึงเรื่องคนหาย และมีญาติของเด็กหลายรายยืนยันว่าเด็กสาวที่ตายกันเป็นกองๆใกล้ปราสาทของเอ ลิซาเบธ อยู่นั้นล้วนแล้วแต่ถูกล่อลวงให้มาที่ปราสาทเธอ
และแล้วพระเจ้าแมทเทียสที่ 2 ก็ทรงเข้ามาจัดการกับคดีนี้ด้วยพระองค์เอง เดือนธันวาคมปี 1610 เมื่อมาร์ควิสเธอร์โซซึ่งเป็นญาติของเอลิซาเบธ ไปยังห้องใต้ดินของปราสาทเซติช เขาก็ต้องผงะกับสิ่งที่ตัวเองพบ เครื่องทรมานจำนวนนับไม่ถ้วน รอยเลือดที่ชโลมอยู่แทบทุกที่และศพที่กองเป็นภูเขา บางศพถูกตัดทรวงอก บางศพถูกเฉือนเนื้อ บางศพก็ศีรษะถูกทุบจนแหลก และบางศพก็เต็มไปรู กลิ่นเลือดตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้อง มีเด็กสาวบางคนถูกช่วยออกมาได้ แต่ก็เกือบไม่รอดเหมือนกันเพราะพวกเขาพบเธอในขณะที่นอนหายใจรวยรินยังไม่เสียชีวิต เธอเล่าว่าเธอถูกจับมาพร้อมเพื่อนสาวอีกเป็นจำนวนมากโดยมีสาวใช้สองคนของเอลิซาเบธคือ นางดอลค์และนางรีโอน่า เป็นคนสังหารนำเลือดมาให้ผู้เป็นนายชโลมผิว เพราะเชื่อว่าเลือดคือยาอายุวัฒนะ แต่ก็ยากที่บอกว่าพวกเธอปลอดภัยดี เพราะหลายคนถูกบังคับให้กินเนื้อจากศพของเด็กสาวคนอื่น จนบางคนกลายเป็นคนวิกลจริตด้วยซ้ำ
เอลิซาเบธ บาโธรี่ ถูกสอบสวนในปี ค.ศ. 1610 พวกชาวไร่ชาวนาบรรดาผู้ดีมีตระกูลทั้งหลายต่างอาฆาตแค้น และญาติสนิทของเธอเองก็โกรธเคืองอย่างหนักว่าเธอซาดิสต์ขนาดนี้ วงส์ตระกลูบาโธรี่เสื่อมเสียกันหมด ไม่มีอำนาจใดๆที่จะช่วยให้เธอพ้นผิดไปได้แล้ว ลูกมือของเคาน์เตสเปิดปากสารภาพเล่าวิธีการ และบอกถึงรายนามเหยื่อเท่าที่พวกเขาจำได้เฉพาะที่จำได้คือ 160 ศพ เดือนมกราคมปี 1611 การตัดสินคดีของเอลิซาเบธถูกจัดขึ้นที่พิซเซ่ เอลิซาเบธได้รับอนุญาตให้ไม่ต้องมาขึ้นศาลด้วยตัวเอง และเนื่องจากฎีกาของตระกูลบาโธรี่ เธอก็รอดพ้นจากโทษประหารในขณะที่ผู้มีส่วนร่วมในการสังหารทุกคนต่างก็ถูกตัดสินโทษเผาทั้งเป็น โดยผู้มีส่วนร่วมเป็นสาวใช้สองคนที่ทำหน้าที่ค้นหาและจับผู้หญิงสาวเคราะห์ร้ายมาสังเวยแก่เธอถึง 605 คน
หลังการไต่สวนสมุนเอกของเคาน์เตสถูกลงโทษโดยการเผาทั้งเป็นในที่สาธารณะ เธอ ถกลากกลับไปที่ปราสาทเซติซ ของเธอเอง ที่นั้นเธอถูกให้เข้าไปอยู่ในห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งแล้ว เจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองก็ก่ออิฐปิดหน้าต่างและประตูทั้งหมด เหลือไว้เพียงช่องเล็กๆพอที่จะสอดอาหารและน้ำ
การตัดสินโทษของเอลิซาเบธ ถูกโอนให้เป็นอำนาจของตระกูลบาโธรี่ และโดยผลการประชุมของตระกูล เอลิซาเบธ ก็ถูกตัดสินให้ถูกจองจำอยู่ในปราสาทเซติชไปจนตลอดชีวิตในห้องขังอันมืดมิด ซึ่งประตูถูกโบกปูนปิดตายตลอดชีวิต ไม่ให้หลุดมาทำอันตรายใครได้อีก
21 สิงหาคม 1614 ก็เป็นวันที่ปราศจากสัญญาณชีวิตจาก เอลิซาเบธ บาโธรี่ ช่องเล็กๆ เพียงช่องเดียวก็ได้ถูกอิฐก่อปิดสนิทลง แต่มีบางตำนานกล่าวว่าเธอหนีออกไปได้และกลายเป็นผีร้ายอยู่ในป่าของฮังการี่ ทุกวันนี้ ปราสาทเซติซ บนภูเขาคาร์ลปาเชีย ในสโลวาเกีย ที่ซึ่งในอดีตเป็นสถานที่สังหารเหยื่อของเอลิซาเบธ ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ที่นั่น แม้จะเหลือแต่ซากปรักหักพังแล้ว แต่มันก็ยังน่าสะพรึงกลัวอยู่เช่นเดิม
(ขอบคุณที่มา :  Thank you > https://th.wikipedia.org/wiki/
 // http://pantip.com/topic/32689018 / and Google)

❀ คำยินดี / Klear ❀

  YOU ARE WONDERFUL MEMORY  
                   - M   I  N  E -

ฉันมายินดีให้กับรักที่สดใส ยินดีที่เธอได้พบเจอ 
คนที่ดี คนที่ควรคู่รักของเธอ คนที่เข้ากันมากกว่าฉัน 
ฉันหวังจะยืนที่ตรงนั้นข้างๆเธอ ได้เดินร่วมทางกันเหมือนเดิม 
แต่ก็รู้ มาเสัียใจเมื่อมันสายเกิน ไม่มีแล้วที่เคยรักกัน
ในวันนี้ มีเพียงถ้อยคำส่งท้าย ลาความรักที่เคยงดงาม 
ไม่โกรธเคืองเธอเลย มีแค่คำยินดี และคำอวยพรจากฉันให้เธอ
ขอให้ความรักมีแต่ความสุขใจ ไม่ว่าสิ่งไหน เข้ากันหมดทุกอย่าง
ขอให้ความรักเขาและเธอไม่มีจืดจาง มีเขาเคียงข้าง ไม่มีความทุกข์ใด
ขอให้ความรักดียิ่งกว่าที่ฝัน ไม่มีเปลี่ยนผันรักกันหมดหัวใจ
ขอให้เธอนั้นได้คู่เคียงกันตลอดไป ถึงแม้ฉันยังไม่เปลี่ยนใจ 
และรักได้เพียงแต่เธออยู่เหมือนเดิม
ซ่อนน้ำตาไว้ใต้รอยยิ้มที่ให้ไป ไม่มีใครรู้ความเป็นจริง
ว่าฉันฝืน เก็บเรื่องความรู้สึกทุกสิ่ง กดมันไว้จนใจปวดร้าว
ขอให้ความรักดียิ่งกว่าที่ฝัน ขอให้คนนั้น ดีกว่าฉันทุกอย่าง
ให้เขาคอยรัก คอยดูแลและอยู่เคีียงข้าง แบบที่ฉันเองไม่เคยทำให้เธอ 
ขอให้คาดหวังแล้วไม่ต้องผิดพลั้ง ไม่เหมือนความหลัง ที่เธอเคยพบเจอ
ขอให้คราวนี้ได้ดั่งใจเธออยู่เสมอ ถึงแม้ฉันยังมีแต่เธอ และรักได้เพียงแค่เธออยู่เหมือนเดิม
ขอให้เธอนั้นได้อยู่เคียงกันตลอดไป ถึงแม้ฉันยังไม่เปลี่ยนใจ 
และรักได้เพียงแต่เธออยู่เหมือนเดิม 









I'm Lost Without You



ฉันสาบาญว่าฉันจะก้าวเดินต่อไป
ขอแค่บอกให้ฉันรู้สึกว่าวันที่เลวร้ายนี่จะจบลง
ฉันจะเป็นคนรักของเธอ เป็นเพื่อนของเธอ
มอบริมฝีปากของเธอให้ฉัน และเราจะจูบกัน
เธอกลัวที่ต้องอยู่ตัวคนเดียวรึเปล่า
เพราะฉันกลัว ฉันเหมือนหลงทางเมื่อไม่มีเธอ
เธอกลัวที่จะจากไปในคืนนี้บ้างมั้ย?
เพราะฉันกลัว ฉันมองไม่เห็นหนทางข้างหน้าเลยเมื่อไม่มีเธออยู่ข้างๆกาย

I'll leave my room open till sunrise for you
I'll keep my eyes patiently focused on you
Where are you now I can hear footsteps I'm dreaming
And if you will, keep me from waking to believe this

ฉันจะเปิดประตูห้องไว้จนกว่าฟ้าสางเพื่อเธอ
จะจับจ้องมองแค่เพียงเธอ
เธออยู่ไหนแล้ว ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าในความฝัน
และถ้าเธอมาหาฉันจริงๆ ช่วยให้ฉันไม่ตื่นจากความฝันอันน่าเชื่อนี้ที

Are you afraid of being alone
Cause I am, I'm lost without you
Are you afraid of leaving tonight
Cause I am, I'm lost without you

เธอกลัวที่ต้องอยู่ตัวคนเดียวรึเปล่า
เพราะฉันกลัว ฉันเหมือนหลงทางเมื่อไม่มีเธอ
เธอกลัวที่จะจากไปในคืนนี้บ้างมั้ย?
เพราะฉันกลัว ฉันเหมือนหลงทางเมื่อไม่มีเธออยู่ข้างๆกาย

Are you afraid of being alone
Cause I am, I'm lost without you
Are you afraid of leaving tonight
Cause I am, I'm lost without you
Are you afraid of being alone
Cause I am, I'm lost without you
Are you afraid of leaving tonight
Cause I am, I'm lost without you

เธอกลัวที่ต้องอยู่ตัวคนเดียวรึเปล่า
เพราะฉันกลัว ฉันเหมือนหลงทางเมื่อไม่มีเธอ
เธอกลัวที่จะจากไปในคืนนี้บ้างมั้ย?
เพราะฉันกลัว ฉันมองไม่เห็นหนทางข้างหน้าเลยเมื่อไม่มีเธออยู่ข้างๆกาย
เธอกลัวที่ต้องอยู่ตัวคนเดียวรึเปล่า
เพราะฉันกลัว ฉันเหมือนหลงทางเมื่อไม่มีเธอ
เธอกลัวที่จะจากไปในคืนนี้บ้างมั้ย?
เพราะฉันกลัว ฉันมองไม่เห็นหนทางข้างหน้าเลยเมื่อไม่มีเธออยู่ข้างๆกาย


I'm lost without you
I'm lost without you 
ฉันมองไม่เห็นหนทางข้างหน้าเลย...

abortion law.กฎหมายการทำแท้ง

จรวดมิสซายMissile

-มันเป็นจรวดติดตามแบบจับความร้อน แก้ทางได้ด้วยการโยนแฟลร์ (ลูกไฟเหมือนพลุ)
-SAMคือถังกลมๆเหมือนถังออกซิเจน
-RPGไม่นำวิถียังยิง ฮ.2ลำ ร่วงมาแล้วในโมกาดิชู
Igla Starstreak Stinger มีทั้งแบบตามความร้อน นำวิถีเลเซอร์ อินฟราเรด-มันคือ UAV แบบพุ่งชนเพื่อทำลายตัวเอง SAM รุ่นใหม่ ๆ แม้กระทั่ง MANPAD ก็ตาม ยิงแฟลร์แค่ชุด-สองชุดเอาไม่อยู่หรอกในบรรดาของลอยได้ฮ.มันเก็บง่ายที่สุดที่ โมกาดีชู แค่ RPG7 ยังสอย ฮ.ได้เลย -เทคนิคการล๊อกเป้า ถือเป็นเทคนิคหนึ่งซึ่งมีหลายแบบย่อยๆแบ่งเป็น 3 ระบบ 1. Target acquire คือการค้นหาเป้าหมายให้พบ อันนี้แตกต่างกันไปตามรุ่นและตามเทคนิคที่ใช้ และยากที่สุด ซึ่งอันนี้ก็พอรู้แค่เทคนิคง่ายๆ ที่ตกยุคไปหมดแล้ว 2. Target Tracking คือการติดตามเป้าหมาย อันนี้จะคล้ายๆกันคือการกำหนดให้ Target อยู่ ณ จุดที่มี posterior สูงที่สุด อันนี้ไม่ยากมาก 3. Flight Control คือการบังคับจรวดให้บินไปยังทิศที่ต้องการ อันนี้ง่ายที่สุด ก็บังคับให้บินตรงไปยังจุดที่ posterior สูงที่สุด เดี๋ยวมันก็บินไปชนเป้าเองเพื่อให้เข้าใจการทำงาน ก็มาดูตัวจรวดกันก่อน 
ปกติจรวดนำวิถี จะประกอบด้วย 4 ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนนำวิถี ส่วนขับดัน ส่วนควบคุมทิศทาง และหัวรบ ส่วนนำวิถี หรือ Guidance ส่วนนี้จะเป็น sensor ซึ่งทำหน้าที่ในการค้นหาและติดตามเป้าหมาย  ระบบการทำงานก็มีหลากหลาย ทั้งการนำวิถีด้วยความร้อน ด้วยคลื่นเรดาห์ หรือกล้องโทรทัศน์ในการทำงานของจรวด เมื่อ sensor ตรวจพบเจอเป้าหมาย พลยิงก็จะทำการยิง คือ จุดจรวดเพื่อให้ส่วนขับดันทำงาน อุปกรณ์อีเลคโทรนิกส์ของ sensor ก็จะติดตามเป้าหมาย พร้อมกับทำการคำนวณและส่งคำสั่ง ไปให้กับส่วนควบคุมทิศทาง เพื่อปรับครีบหรือปีกของลูกจรวด ให้เลี้ยวติดตามเป้าหมายนั้นไป สุดท้ายเมื่อตัวจรวดเฉียดเข้าใกล้ หรือกระทบเข้ากับเป้าหมายโดยตรง หัวรบก็จะเกิดการระเบิด ข้อจำกัดสำคัญของจรวดนำวิถี ที่จะสามารถติดตามเป้าหมายได้มากน้อยขนาดไหน ขึ้นกับองค์ประกอบสำคัญ 2 ประการใหญ่ๆ ข้อแรก มุมตรวจจับ (การมองเห็นทางอีเลคโทรนิกส์) ของ sensor...มีมุมหรือความกว้างที่จำกัด หากเป้าหมายมีความเร็วสูง หรือมีการเปลี่ยนทิศทางอย่างกระทันหัน สามารถหลบหลีกออกจาก มุมตรวจจับนี้ได้...จรวดก็ไม่อาจจะติดตามได้ อีกประการหนึ่ง คือ ขีดจำกัดในการปรับเปลี่ยนทิศทางหรือการเลี้ยวของตัวจรวด  เพราะตัวจรวด มีความเร็วค่อนข้างสูง การเลี้ยวด้วยมุมแคบเป็นสิ่งที่กระทำได้ยากยิ่ง...เหมือนกับการขับรถด้วย ความเร็วสูงย่อมต้องใช้วงเลี้ยวที่กว้าง...ดังนั้น การติดตามเป้าหมายแบบ CG ในหนังจึงทำไม่ได้ระบบนำวิถีแบบใหม่ของจรวดนำวิถีด้วยความร้อนแบบเดิมจะจับความร้อนจากท่อไอพ่นของเครื่องบินที่จะปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์ออกมา Sensor จะจับความร้อนได้ที่ความยาวคลื่นราว ๆ 4.3 ไมโครเมตร แต่มันก็หลอกล่อด้วย Flare ง่าย ๆ แต่ระบบใหม่จะสามารถจับความร้อนได้ที่ความยาวคลื่น 8-13 ไมโครเมตรซึ่งความยาวคลื่นระดับนี้ในบรรยากาศมีตัวกำเนิดคลื่นแบบนี้น้อยมาก มันก็จะคงอยู่ไม่นาน มีเพียงไอพ่นจากเครื่องบินเท่านั้นที่ปล่อยมันออกมา ระบบนำวิถีแบบนี้เรียกว่า Two Colour IR Seeker ซึ่ง Flare ล่อมันไม่ได้  บางแบบมันจะใช้การถ่ายภาพเป้าหมายเพื่อประมวลผล แบบนี้ Flare ก็ล่อมันไม่ได้  Umtas ATGM ของตุรกี ใช้การถ่ายภาพความร้อนของเป้าหมายมันจะจำคุณลักษณะเป้าหมายได้
////ขอบคุณที่มา เว็บไซด์พันทิพย์ \\\
there is no failure except in no longer trying...
" ไม่มีล้มเหลว นอกจากล้มเลิก "
(เมื่อคืนบอกเลิกแฟนไปแต่เขาก็ไม่ยอมเลิกหรอก
เพราะที่จริง เหตุผลหลักๆ เราคงเครียดกับปัญหาทางบ้านของเรามากเกินไปแล้วไประบายที่เขา คบกันมาจะปีแล้วไม่เคยใช้คำพูดแรงๆและแสดงอารมณ์ที่ฉุนเฉียวมากกับเขาอย่างครั้งนี้มาก่อนเลย แต่เขาก็ยังเลือกที่จะอยู่ตรงนี้ ไม่ยอมจากเราไป 
กลับมาคิดอีกที บางที...เราเองนี่แหละที่ผิด ขี้แพ้ อ่อนแอ ไม่หนักแน่นในการประคับประคองความรัก และมันก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งในชีวิตต้องเผชิญกับปัญหาทั้งสองทางในเวลาเดียวกันและมันก็กดดันให้เราต้องตัดสินใจเลือกทางใดแค่ทางนึง เป็นคุณคุณจะแก้ไขปัญหาไหนก่อน? สำหรับเราแน่นอนคำตอบคือ เราก็คงต้องเอาเวลาไปแก้ไขปัญหาภายในครอบครัวของเราก่อนเป็นอันดับแรก และก็ปล่อยความรักและคนรักที่ดีๆค่อยๆเลือนลางหายไปจากชีวิต...)
อัลเบิร์ต ไอสไตน์ กล่าวไว้ว่า"วิทยาศาสตร์ที่ไม่มีศาสนาเป็นสิ่งที่ไม่สมประกอบ" ~~

ว่าด้วยเรื่องของศานาในโลกใบนี้......1#เกี่ยวกับศาสนาคริสต์

รู้หรือไม่ว่า...ศาสนาคริสต์มีลัทธินิกายแยกย่อยแตกแขนงออกไปมากมาย ถึง 38,000นิกาย 

ให้ไล่นับก็คงไล่ไม่หมด ไม่รู้เขาใช้อะไรมาเป็นเกณฑ์ในการแบ่งแยกกันเนอะ คือมันต้องเยอะมากกกกกกก  
เราขอยกตัวอย่างแค่นิกายหลักๆที่พวกเราอาจจะเคยรู้จักได้ยินผ่านหูผ่านตากันมาบ้างแล้วดูดีกว่าเนอะ... 
นิกายในศาสนาคริสต์ คือการแบ่งสาขาของศาสนาคริสต์ตามแนวปรัชญาและหลักการปฏิบัติ ในแต่ละนิกาย แบ่งย่อยเป็น  คริสตจักร คือ...
นิกายคาทอลิก (Catholicism) เป็นนิกายสายอนุรักษนิยม ประกอบด้วย
-คริสตจักรโรมันคาทอลิก (Roman Catholic Church) ได้แก่
-คริสตจักรละติน (Latin Church)
-คริสตจักรอีสเทิร์นคาทอลิก (Eastern Catholic Church)
-คริสตจักรอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ (Eastern Orthodox Church) ได้แก่
-คริสตจักรกรีกออร์โธด็อกซ์ (Greek Orthodox Church)
-ศาสนจักรออร์โธดอกซ์รัสเซีย (Russian Orthodox Church)
-คริสตจักรเซอร์เบียนออร์ทอดอกซ์ (Serbian Orthodox Church) เป็นต้น

คริสตจักรออเรียนทัลออร์ทอดอกซ์ (Oriental Orthodox Church) ได้แก่
-คริสตจักรคอปติกออร์ทอดอกซ์ (Coptic Orthodox Church)
-คริสตจักรซีเรียกออร์ทอดอกซ์ (Syriac Orthodox Church) เป็นต้น

นิกายโปรเตสแตนต์ (Protestantism) เป็นนิกายสายเสรีนิยม คริสตจักรย่อยที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ก็ได้แก่
-คริสตจักรลูเทอแรน (Lutheran Church)
-คริสตจักรแองกลิคัน (Anglican Churches)
-คริสตจักรอนาแบปทิสต์ (Anabaptist Church)
-คริสตจักรแบปทิสต์ (Baptist Church)
-คริสตจักรเมทอดิสต์ (Methodist Church)
-คริสตจักรเพรสไบทีเรียน (Presbyterian Church)
-คริสตจักรปฏิรูป (Reformed Churchs)
-คริสตจักรปฏิรูปสหพันธ์เยอรมนี (Reformed Alliance in Germany)
-คริสตจักรปฏิรูปเนเธอร์แลนด์ (Netherlands Reformed Churches)
-คริสตปฏิรูปฟื้นฟู (Restored Reformed Church)
-คริสตจักรทรูจีซัส (True Jesus Church)
-ลัทธิเอกภาพนิยม (Unitarian)

(( Cr. https://th.wikipedia.org/wiki  ))

about our love ความรักของเรา

i just wanna let you know that....
 I Love You not because who you are, 
but because who i am , when i'm with you. 
ฉันแค่อยากจะให้เธอรู้... " ฉันรักเธอ ไม่ใช่เพราะว่าเธอคือใคร 
  แต่ฉันรักเธอเพราะว่าฉันเป็นใคร ในเวลาที่ฉันได้อยู่กับเธอ" ไงล่ะ  
no promises <3 only this word...
   i will be your best friend forever. 
จะไม่สัญญาอะไรทั้งนั้น ที่รัก 
  นอกจากคำเดิมคำนี้..... 
 " ฉันจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอตลอดไป "

บันทึกการเดินทางของ..ทานตะวันสีชมพู (" เรื่องราวระหว่างทางกับ ทางเดินแห่งรัก ในแบบฉบับทานตะวันสีชมพู บทที่ 1 ")

" เรื่องราวระหว่างทางกับ ทางเดินแห่งรัก ในแบบฉบับทานตะวันสีชมพู  บทที่ 1 "

ตลอดเวลาที่ผ่านไป
ไม่มีวันใดที่ฉันลืมเธอเลย
ยังคิดถึงทุกวัน
ยังฝันถึงเหมือนเคย
เหมือนเดิมอย่างนี้
ตลอดทางเดินที่ผ่านมา
จะมองอะไรก็นึกถึงทุกที
ก็รู้ทุกเวลา
ก็รู้ทุกนาที
รักเธอกว่าใคร
เจตนายังดียังเหมือนเดิม
ยังรักเธอได้อย่างหมดใจ
แค่อยากเป็นคนที่ห่วงใย
ไม่หวังอะไรเลย
ก็แค่เท่านั้น
ถ้าลมมันพาให้เจอะกัน
ก็คงมีวันที่ได้พบกันใหม่
แต่แม้ถึงจะนาน
จะนานสักเท่าไหร่
ฉันรอเสมอ

//// ขอบคุณเนื้อเพลง เจตนา ศิลปิน ปาล์มมี่ \\\\
ฉันก็เหมือนๆคนทั่วไป รอคอยความรักที่จริงใจ ไม่ต้องการจะอยู่คนเดียว และไม่ต้องการโดดเดี่ยวเดียวดาย มีหัวใจก็อยากจะใช้รักใครซักคน ไม่อยากจะทนเหงาคนเดียวอีกต่อไป

ว่าด้วยเรื่องไสยศาสตร์

 มนตรยาน วัชรยาน ตันตรยาน จากศาสนาพุทธ ในธิเบต จีน ไทย
       วัชรยาน ในศาสนาพุทธ เกิดในอินเดีย หลังจากเกิดเถรวาทหรือหินยานและมหายาน ก็เกิดการผนวกรวมกันของศาสนาพุทธนิกายมหายานกับศาสนาฮินดู เป็นวัชรยาน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ตันตรยาน มีคำสอนที่สลับซับซ้อนขึ้น รวมเอาความเชื่อเรื่องเทพเจ้าของศาสนาพราหมณ์ฮินดูเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดความหลากหลายทางความเชื่อ ได้เผยแพร่ไปทางทิเบต จีน ญี่ปุ่น และเข้ามาในไทยอีกด้วย ในวัชรยาน หรือตันตรยานนี้เชื่อเรื่องเทพเจ้าต่างๆและปิศาจต่างๆ พระพุทธะในปางแปลกๆ เช่นปางเสพสังวาส เป็นความเชื่อทางไสยศาสตร์ในทางเสน่ห์ ความลุ่มหลงในกาม และมนตรยานก็ให้คำสอนเน้นหนักไปมันตราหรือมนตรา ที่เป็นเวทมนต์คาถา สวดท่องเพื่อให้เกิดความสัมฤทธิ์ผล แต่ทุกนิกายรับเอาคำเชื่อเรื่องพุทธะ อรหันต์ นิพพาน เข้าไว้สูงสุดคือไม่เบียดเบียนผู้อื่น ในไสยศาสตร์นี้จึงไม่มีอะไรรุนแรง อย่างมากก็เพื่อทางโลกเช่นความรัก ความโลภ ไม่มุ่งเน้นให้ฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง จึงมีความน่ากลัวน้อยมาก


 อัสสิหฺร์(ไสยศาสตร์) ในไสยเวทอิสลาม จากชาวนอกรีตอิสลาม
ชัยฏอน มาจากคำว่าซาตาน ซึ่งเป็นญินชั่ว ในญินสองชนิดของอิสลาม สามารถใช้ทำร้ายหรือกระทำแก่ผู้เป็นอมิตรได้ตามการบัลดาลของตน ในศาสนาอิสลาม มีกษัตริย์องค์หนึ่งที่นับถืออิสลามนั้นคือ ไซโลมอล ถูกขนานนามว่า สุลัยมาน ในสมัยที่ยังไม่ปฏิเสธศรัทธาในอิสลาม ซึ่งมีอธบายถึงไสยศาสตร์ไว้ดังนี้ 
       สุลัยมานรับเอาไสยศาสตร์มาจากมลาอิกะห์ เทวภูตฮารูตและมารูต ในขณะที่สุลัยมานยังเป็นมุสลิม ชัยฏอนได้สอนไสยศาสตร์ให้แก่ผู้คนต่างๆ ซึ่งมาจากภูตทั้งสองตอนนั้น อัลลอฮ์ทรงให้มลาอิกะห์และคนอื่นๆนำไสยศาสตร์มาเผยแพร่ เพื่อทดสอบ มิใช่เพื่อใช้งาน มลาอิกะห์นอกจากจะสอนสุลัยมานแล้วยังสอนคนอื่นๆอีกด้วย ไสยศาสตร์นั้นทำอันตรายหรือให้ผลได้หากเป็นประสงค์ของอัลลอฮ์และอนุญาตโดยอัลลอฮ์ ไสยศาสตร์เป็นอันตรายแก่ผู้เรียน และไม่มีคุณค่าใดๆ ราคาของไสยศาสตร์คือความดีที่เสียไป
          จากคำอธิบายข้างต้น มาจากคำกล่าวของนบีสุลัยมาน หรือกษัตริย์โซโลมอน (กุรอาน 2:103) ซึ่งแสดงว่าอิสลามไม่ปฏิเสธการมีอยู่ของไสยศาสตร์ รวมทั้งอัสสิหฺร์(ไสยศาสตร์) อัลกะฮานะฮฺ(การทำนาย) และอัลอิรอฟะฮฺ(การดูดวง) แต่จะสัมฤทธิ์ผลด้วยการอนุมัติจากอัลลอห์และประสิทธิภาพประสิทธิผลก็ขึ้นอยู่กับความดีที่จ่ายไปเพื่อซื้อความชั่วมาแทน ยิ่งจ่ายมากก็เสียความดีมากและได้ความชั่วมาก น่ากลัวทั้งผู้กระทำ และผู้ถูกกระทำ
       การที่ผมเป็นชาวพุทธอาจจะไม่เข้าใจในหลักศาสนาอิสลาม แต่ประเทศไทยภาคใต้แถบคาบสมุทรมลายูมีการใช้อัสสิหฺร์(ไสยศาสตร์) อัลกะฮานะฮฺ(การทำนาย) และอัลอิรอฟะฮฺ(การดูดวง) ซึ่งกระทำก็ได้เคยระสบพบเจอมาแล้ว และชาวมุสลิมกล่าวว่าพวกที่ทำคุณไสย์ ใช้อัสสิหร์เป็นพวกนอกรีต เพราะผู้ใช้คุณไสย์ตั้งตนเป็นภาคีต่ออัลลอฮ์ โดยคุณไสย์ที่ผมได้ประสบพบเจอนี้ มีอยู่ ๒ ประเภทคือ ไสยศาสตร์ทำร้ายคน(ทำเสน่ห์ สั่งสอน และฆ่าให้ตาย) กระทำโดยข้อความภาษาอาหรับสรรเสริญญินหรือสาปแช่ง ส่วนประเภทที่สองเป็นไสยศาสตร์ติดต่อญินใช้ในการอัลกะนะฮฺและอัลอิรอฟะฮฺ ประเภทนี้ไม่มีพิษภัยมาเท่าไหร่แต่สามารถนำมาซึ่งภัยพิบัติอันใหญ่หลวงได้ ผู้ติดต่อชัยฏอนแล้วใช้ให้ประทุษร้ายอมิตร








บทเพลงแห่งกำลังใจ1

กำลังใจจากใครก็สู้กำลังใจจากตัวเองไม่ได้ และวิธีสร้างกำลังใจของฉันก็คือ ฟังเพลงค่ะ 
และเพลงหลายๆเพลง ก็ได้ช่วยชีวิตฉันมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ต้องขอขอบคุณคนแต่งเพลงมากๆนะคะ คุณประสบความสำเร็จมากแล้วค่ะ ที่ทำให้ฉันยังอยู่ตรงนี้และยิ้มได้อีกครั้ง 
 ✿ เนื้อเพลง พรุ่งนี้ ศิลปิน แอม เสาวลักษณ์ ลีละบุตร ✿

ฉันใช้ชีวิตผ่านมาน่าเสียดาย ผ่านความผิดหวังมากมาย ซ้ำๆอย่างนั้น
เมื่อคนที่รักจากไป ฉันยังต้องการ อยากกลับคืนวัน อยากเป็นเหมือนเดิม
แล้ววันหนึ่งฉันก็รู้ว่าสูญเปล่า ไม่มีพวกเขากลับเป็นผลดีต่อฉัน
ไม่เปลืองชีวิตไม่ทำให้ใจร้าวราน ไม่ต้องมีวะัน ที่ต้องเสียใจ

ต่อจากนี้ไปจะตั้งใจดูแล ครึ่งชีวิตที่เหลือให้มีแต่สิ่งที่ดีๆ 
ที่ผิดพลั้งกันมา ลืมให้สิ้นกันที เริ่มต้นวันดีีๆ ต่อไปนี้สัญญา...

ฉันเคยผ่านพ้นเรื่องราวที่ร้ายแรง ยิ่งทำให้ฉันเข้มแข๋็งขึ้นมากมาย
รู้ว่าพายุจบลงฝนซาเมื่อใด แค่มองขึ้นไปจะเจอรุ้งงาม
"พรุ่งนี้ต้องเป็น...วันที่สวยงาม"








"ชีวิต" ฉันคือ "การเดินทาง" และฉันวาง "เป้าหมาย" ไว้ที่ "การเรียนรู้" และฉันก็ไม่เคยเสียดายในทุกๆย่างก้าวของชีวิตที่ได้ผ่านพ้นมาไม่ว่าจะดีหรือร้ายยังไง บ่อยครั้งที่ต้องนั่งร้องไห้ แต่เมื่อน้ำตาหยุดไหล ฉันก็ภูมิใจในตัวเองเสมอที่..ในที่สุดเราก็สามารถผ่านมันมาได้ด้วยตัวของเราเอง 
^__________^ By : ‪#‎ทานตะวันสีชมพู‬ ‪#‎ladyGemini‬ (‪#‎venus‬)‪#‎pinksunflower‬ ‪#‎venuswhablogspothk‬

ฉันไม่ใช่คนไท(คนไต) แต่ฉันเป็นคนล้านนา ที่เกิดในภาคเหนือของประเทศไทย (แต่ปัจจุบันอาศัยอยู่ประเทศฮ่องกงค่ะ)

จากประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงกันมายาวนานว่าแท้จริงแล้ว ต้นกำเนิดของคนไท(ไม่มียอยักษ์)หรือ(กลุ่มคนไต)ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบันนี้(ค.ศ.2015) นั้นมีต้นกำเนิดมาจากที่ไหน
และก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่เขาเกิดความสงสัยในต้นกำเนิดของตัวเอง และฉันก็เป็นคนหนึ่งที่สงสัยเช่นกัน...
หากว่าใครได้เคยเดินทางออกนอกประเทศแล้วก็จะต้องกรอกข้อมูลของตัวเองลงใยใบขอวีซ่า และมันก็จะมีคำถามที่ว่า.. "nationality...."(เชื้อชาติ/สัญชาติ)ให้เรากรอกไป ก็แน่นอนว่าต้องเขียน "THAI"(ไทย)
แต่คำถามก็คือ..เราใช่คนไทเหรอ? ไม่มั่นใจ100%นะว่าฉันไม่ใช่คนไทหรือไตที่ว่า เพราะฉันเกิดที่จังหวัดเชียงราย ภาคเหนือของประเทศไทย บรรพบุรุษฉันก็เป็นคนล้านนา อู้กำเมือง แต่ทำไมถึงต้องให้ฉันโกหกหรือปิดบังรากเหง้าเชื้อชาติของตัวเองด้วย?
และยังมีกลุ่มปัญญาชน ครูบาอาจารย์หลายคนรวมถึงนักวิชาการหลายท้่านที่เคยได้เปิดประเด็นนี้พูดคุยอกสื่อไป (แต่ไม่รู้รายการอะไรของไทยนะเพราะฉันไม่ได้อยู่ประเทศไทยนานมากแล้ว ฉันดูจากช่องยูทูบ)
 จนในที่สุดพวกฝรั่งทางตะวันตกก็เข้ามาช่วยตามรอยหาพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ นี่ก็ผ่านมาแล้วหลายสิบปีแต่ก็็ยังไม่มีใครที่จะสามารถหาร่่องรอยหรือหลักฐานใดใดเพื่อจะมายืนยันกับชาวโลกได้เลยว่า....เคยมีกลุ่มคนไตนี้อยู่บนโลกนี้จริง
และคำถามส่วนตัวของฉันคือ...จะเป็นไปได้ไหมที่ฉันจะเปลี่ยนสัญชาติเดิมของฉันคืนกลับมา เพราะพวกเราชาวล้านนาต่างก็รักและภาคภูมิใจในมรดกที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษของพวกเรา จะเป็นไปได้หรือไม่ ว่าซักวันหนึ่งฉันจะสามารถตอบคำถามของใครต่อใครที่มักจะต้องได้ยินอยู่เสมอว่าเธอมาจากไหน?ไ
ด้อย่างภาคภูมิใจว่า "ฉันเป็นคนล้านนามาจากประเทศไทย" ไม่ใช่อย่างทุกวันนี้ จะข้ามด่านครวจคนเข้าเมืองที แค่ ต.ม. เขาเห็นเป็น พาสปอร์ตไทยแลนด์ แค่นี้คุณก็โดนตรวจสอบพิเศษกว่า พาสปอร์ตจากประเทศอื่นๆแล้ว   น่าภูมิใจมั้ยล่ะ? เหอๆๆๆ